ค่ำวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา อุบลราชธานี ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์อาหารรูปแบบใหม่ในงาน The Legend of 234 “ฮีตฮอยรสอุบล” ดินเนอร์พิเศษที่นำรากเหง้า ภูมิปัญญา และวัตถุดิบของอุบลราชธานี มาตีความผ่านเทคนิคการปรุงและการนำเสนอแบบร่วมสมัย รวมทั้งหมด 9 คอร์ส 16 เมนู และเครื่องดื่ม 4 รายการ
นี่ไม่ใช่เพียงการนำอาหารอีสานมาจัดจานให้สวยงาม แต่คือการหยิบ “ความทรงจำของรสชาติ” มาร้อยเรียงใหม่ ตั้งแต่รสมือของครอบครัว อาหารริมแม่น้ำมูล วัตถุดิบพื้นถิ่น ไปจนถึงเรื่องราวของดอกบัวและงานหัตถศิลป์ ซึ่งล้วนเป็นภาพแทนของเมืองอุบลฯ ได้อย่างชัดเจน
มื้อค่ำเริ่มต้นด้วย Tapas Menu คำเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เปิดประตูเข้าสู่โลกของอาหารอุบลฯ ทั้งปีกไก่ยัดไส้ในซอสลาบรสจัดจ้าน บริยอชทรัฟเฟิล และโรลสอดไส้ที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกบัว แต่ละคำมีบุคลิกต่างกัน ทว่าทำหน้าที่ร่วมกันได้ดี คือปลุกประสาทรับรสและส่งสัญญาณว่าอาหารอีสานในค่ำคืนนี้กำลังจะถูกเล่าด้วยภาษาใหม่
เครื่องดื่ม “บัวผัน” ซึ่งผสานชาเขียวองุ่นเคียวโฮกับโซดา ช่วยเติมความสดชื่นด้วยกลิ่นผลไม้และรสหวานบาง ๆ เป็นการเชื่อมภาพความอ่อนโยนของดอกบัวเข้ากับความสนุกแบบร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
คอร์ส Welcome to Ubon พาเราเข้าสู่เรื่องราวของเมืองอย่างจริงจังขึ้น เริ่มจาก “แพรวพราว” DNU Gin เครื่องดื่มที่มีกลิ่นโหระพา ผักเคียง ใบแมงลักและโซดา ตามด้วย เซวิเชหอยฮิมมูล ที่ผสานหอยโฮตาเตะ มัสตาร์ด อะโวคาโด ใส่ในกระทงทอง อิกุระ ทับทิม และส้มโอผิวเลมอน รสสดใส มีทั้งความเปรี้ยว ความหอม และสัมผัสที่หลากหลายในคำเดียว
เมนูที่โดดเด่นในช่วงนี้คือ “ฮอยเค็มบักนัด” ปลาน้ำโขงย่างถ่าน เสิร์ฟกับหมูชีวาเค็มบ้านนัด ซอสกะทิรสเผ็ด ไข่แดงนกกระทา และคาเวียร์ไทย เป็นจานที่สะท้อนแนวคิดของงานได้ชัดเจนที่สุดจานหนึ่ง เพราะยังรักษากลิ่นควันและรสเค็มอันคุ้นเคยของอาหารท้องถิ่นเอาไว้ แต่เพิ่มมิติด้วยความมัน ความนุ่ม และเทคนิคการปรุงที่ประณีตขึ้น
จากนั้นเป็นซุปที่มีต้นทางจาก “ซุปสาคูรากบัวโบราณ” เสิร์ฟในรูปแบบน้ำซุปใสสไตล์เวียดนาม พร้อมบัวลอยไส้เม็ดบัวและบัวลอยญวนไส้เค็ม เมนูนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของอาหารอุบลฯ กับวัฒนธรรมอาหารลุ่มน้ำโขงได้อย่างน่าสนใจ น้ำซุปดูเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดของกลิ่นและรสซ่อนอยู่ ขณะที่รากบัวและเม็ดบัวช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้จานนี้อย่างชัดเจน
อีกหนึ่งจานที่ชวนให้คิดถึงรสมือของคนรุ่นก่อนคือ “วิหารมังกร” ไส้หมูสอดไส้หมูชีวา เกาลัด และไข่แดงเค็ม เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง จานนี้ให้ทั้งความเข้มข้น ความมัน และรสเค็มที่พอดี เป็นการนำสูตรเก่าของครอบครัวมาถ่ายทอดอย่างร่วมสมัยโดยไม่ทำให้ตัวตนดั้งเดิมเลือนหายไป
เมื่อเข้าสู่หมวดอาหารอีสานรสจัด “ซุบเอ็นที่คิดถึง” ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เอ็นวัวหรือเอ็นหมูตุ๋นถูกปรุงร่วมกับข้าวคั่ว งา พริกป่น ปลาร้า มะนาว และสมุนไพรสด เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกับกลิ่นหอมของข้าวคั่วและสมุนไพร เป็นรสอีสานที่ชัดเจนแต่ผ่านการจัดสมดุลมาอย่างดี ไม่รุนแรงจนกลบรสของวัตถุดิบหลัก
ช่วงก่อนอาหารจานหลักมีทั้ง Earthy Elegance ฟัวกราส์และอกไก่เสิร์ฟกับสลัดผักพื้นบ้านแอปเปิ้ลเชื่อม รวมถึง Amber Blossom เครื่องดื่มล้างปากจากเก๊กฮวย กุหลาบเลมอน ทอปด้วยอำพันดอกท้อตุ๋นสาลี่หิมะ ช่วยเปลี่ยนจังหวะของมื้ออาหารจากรสเข้มข้นไปสู่ความเบาและสดชื่น ก่อนเข้าสู่คอร์สหลักอย่างนุ่มนวล
จานหลักประกอบด้วย “อ่ำพันควันไฟ” ซึ่งนำเครื่องหน้าสะเต๊ะ อาจาด ขนมปังโฮมเมด และเครื่องดื่มจาก ISANBOY GIN มานำเสนอร่วมกัน อีกจานคือ “รสตัวกลางพนา” ขนุนอ่อนรมควันกับต่ออ่อน เสิร์ฟพร้อมข้าวจี่ปิ้ง ปลาแห้งจากแม่น้ำชี และผักดอง
ความน่าสนใจของจานขนุนอ่อนอยู่ที่การยกระดับวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นพระเอกของจาน กลิ่นรมควันช่วยเพิ่มความลึก ขณะที่ต่ออ่อนและปลาแห้งสร้างรสอูมามิ ส่วนข้าวจี่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกลับไปสู่รสชาติพื้นบ้าน จานนี้จึงไม่ได้หรูหราจากวัตถุดิบราคาแพง แต่หรูหราจากความคิด ความเข้าใจ และการจัดองค์ประกอบอย่างมีชั้นเชิง
ของหวาน “ริมแม่น้ำ” นำมะพร้าว ข้าว ใบเตย และเห็ดตามฤดูกาลมาสร้างบทสรุปที่มีทั้งกลิ่นหอม ความนุ่ม ความกรุบ และรสหวานอย่างพอดี การใส่เห็ดลงในของหวานอาจฟังดูท้าทาย แต่กลับช่วยเพิ่มมิติของกลิ่นดินและทำให้จานนี้มีบุคลิกเฉพาะตัว
มื้อค่ำปิดท้ายด้วย Thai Petit Four ซึ่งรวมเรื่องราวของอุบลฯ ไว้ในขนมคำเล็ก ทั้ง “อุบลมณี” “มงกุฎบุษบง” “แสงเทียนสุวรรณ” และ “อุบลละไม” มีการใช้เม็ดบัว รากบัว ดอกจำปา ใบเตย มะพร้าว และข้าวหอมมะลิ ถ่ายทอดออกมาในรูปขนมไทยร่วมสมัย เปรียบเสมือนภาพย่อส่วนของเมืองอุบลฯ ที่ทั้งอ่อนหวาน ประณีต และเปี่ยมด้วยความหมาย
อีกจุดสำคัญของงานคือการเลือกใช้เนื้อหมูและไก่จาก U Farm ซึ่งให้ความสำคัญกับการเลี้ยงตามธรรมชาติ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นมาทำงานร่วมกับเทคนิคของเชฟหลายสำนัก ทำให้แต่ละจานไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังมีที่มาและเรื่องราวรองรับ
โดยภาพรวม The Legend of 234 “ฮีตฮอยรสอุบล” คือประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าอาหารอีสานสามารถก้าวเข้าสู่พื้นที่ของไฟน์ไดนิ่งได้อย่างสง่างาม โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรสชาติหรือรากเหง้าของตัวเอง
หัวใจของมื้อนี้ไม่ใช่ความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่คือการมองเห็นคุณค่าของอาหารบ้านเราในมุมใหม่ รสลาบ ปลาร้า ข้าวคั่ว ข้าวจี่ รากบัว เม็ดบัว ขนุนอ่อน และปลาจากลุ่มน้ำ ถูกนำมาเล่าอย่างประณีตจนกลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน
เป็นมื้ออาหารที่ไม่ได้ทำให้เราเพียง “อิ่มท้อง” แต่ยังทำให้รู้สึกอิ่มเอมและภาคภูมิใจว่า รสชาติของอุบลราชธานีมีศักยภาพมากพอที่จะก้าวไปยืนบนโต๊ะอาหารระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ
The Legend of 234 จึงไม่ใช่แค่ดินเนอร์หนึ่งมื้อ แต่คือการพาฮีตฮอยของคนอุบลฯ เดินทางจากรากของวันวาน ผ่านสองมือของเชฟ สู่รสชาติใหม่ที่ติดต่อกับโลกของวันนี้