ร่างสรุปข้อเสนอแนะจากเวทีสภาพลเมืองอุบลราชธานีเพื่อเสนอจังหวัดอุบลราชธานี
.
เวทีถอดบทเรียนเห็นตรงกันว่า งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานีเป็น “สมบัติร่วมของคนอุบลราชธานี” มิใช่งานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยมีคุณค่าหลักอยู่ที่ศรัทธา การทำเทียนบูชาธรรม พุทธศิลป์ ภูมิปัญญาช่างเทียน การมีส่วนร่วมของบ้าน–วัด–โรงเรียน และความภาคภูมิใจของคนทั้งจังหวัด
.
ขณะเดียวกัน งานแห่เทียนได้พัฒนาเป็นเทศกาลสำคัญที่มีผู้คนเดินทางเข้ามาจำนวนมาก และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงไปยังหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถรับจ้าง รถเช่า บริษัทนำเที่ยว ร้านค้า ร้านของฝาก ชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนการจ้างงานและบริการต่าง ๆ
.
ดังนั้น การพัฒนางานในระยะต่อไปจึงไม่ควรมองเพียงมิติของ “การจัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น” แต่ควรมองทั้งระบบ ตั้งแต่ การรักษารากวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาคน การบริหารจัดการเมือง การสร้างประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยว การกระจายรายได้ และการสร้างกลไกความร่วมมือของทั้งจังหวัด ให้เติบโตไปด้วยกัน จากเวทีจึงมีข้อเสนอ ดังนี้
.
1. จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนร่วมระดับจังหวัด
เสนอให้จังหวัดจัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนางานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานีอย่างยั่งยืน” เป็นกลไกถาวร ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง แผนงาน มาตรฐาน และติดตามผลตลอดทั้งปี ไม่ใช่ดำเนินงานเฉพาะช่วงก่อนเทศกาล
.
องค์ประกอบควรประกอบด้วย จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานพัฒนาชุมชน ภาคธุรกิจ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม ผู้ประกอบการ ช่างเทียน คุ้มวัด พระสงฆ์ สถานศึกษา มหาวิทยาลัย สื่อ และภาคประชาสังคม
กลไกดังกล่าวควรทำหน้าที่
• วางแผนงานล่วงหน้าอย่างน้อย 1–3 ปี
• บูรณาการงบประมาณ บทบาท และทรัพยากรของทุกภาคส่วน
• เปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบงาน การตลาด การประชาสัมพันธ์ และการสร้างประสบการณ์นักท่องเที่ยว
• กำหนดมาตรฐานการจัดงานให้ไม่น้อยกว่ามาตรฐานปี 2569
• รับฟังเสียงจากคุ้มวัด ชุมชน ช่างเทียน นักเรียน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว
• นำปัญหาและข้อเสนอของผู้ประกอบการเข้าสู่การวางแผนและนโยบายของจังหวัด
• จัดทำรายงานสรุปผลหลังงานทุกปี เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนางานในปีต่อไป
.
ทั้งนี้ ภาคเอกชนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้ได้รับประโยชน์จากเทศกาล แต่ควรเป็นหุ้นส่วนในการร่วมลงทุน ร่วมออกแบบ และร่วมขับเคลื่อนงานของจังหวัด
.
2. ทำบัญชี “ต้นทุน–ประโยชน์” และออกแบบการกระจายผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม
เวทีสะท้อนว่า งานแห่เทียนสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า ตลาด รถรับจ้าง รถเช่า บริษัทนำเที่ยว ปั๊มน้ำมัน ระบบสื่อสาร สายการบิน ไปจนถึงชุมชนและผู้ผลิตวัตถุดิบ
.
ขณะเดียวกัน ผู้ที่แบกรับต้นทุนโดยตรงจำนวนมาก ได้แก่ คุ้มวัด ชุมชน ช่างเทียน โรงเรียน นางรำ และผู้ปฏิบัติงานเบื้องหลัง
จึงเสนอให้จังหวัด
• สำรวจต้นทุนจริงของแต่ละคุ้มวัดและขบวน เช่น ค่าวัสดุ ค่าแรงช่าง ค่าเดินทาง ค่าฝึกซ้อม ค่าเครื่องแต่งกาย และค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย
• จัดทำฐานข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์และ “ห่วงโซ่เศรษฐกิจของงานแห่เทียน” เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวหมุนเวียนไปถึงใครบ้าง
• ทบทวนหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนและเงินรางวัลให้สะท้อนขนาด ความยาก ความคิดสร้างสรรค์ จำนวนผู้ร่วมงาน และภาระต้นทุนที่แท้จริง
• พิจารณารูปแบบการสนับสนุนเป็นระดับ ทั้งต้นเทียนขนาดใหญ่ กลาง เล็ก และขบวนประกอบ
• วัดผลจำนวนผู้มาเยือน ระยะเวลาพำนัก ค่าใช้จ่าย และผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วยวิธีมาตรฐานเดียวกัน
ตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ปรากฏในเวทีมีหลายชุด จึงควรกำหนดวิธีคำนวณมาตรฐานเดียว พร้อมเผยแพร่แหล่งที่มาอย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นฐานในการเสนอของบประมาณและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างน่าเชื่อถือ
เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องทำให้รายได้กระจายจากนักท่องเที่ยว → โรงแรม → ร้านอาหาร → รถเช่า/รถรับจ้าง → บริษัทนำเที่ยว → ร้านของฝาก → ชุมชน → ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง
.
3. ออกแบบระบบการเงินและกองทุนที่ยั่งยืน โดยไม่ทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรม
เวทีเห็นว่าการพัฒนางานจำเป็นต้องมีกลไกสนับสนุนทางการเงินที่ยั่งยืน แต่ต้องระวังไม่ให้การบริหารเงินหรือการนำพาณิชย์เข้ามามีบทบาทจนกระทบความศักดิ์สิทธิ์และคุณค่าของงานบุญ
จึงเสนอให้
• ศึกษาความเป็นไปได้ของ “กองทุนเทียนพรรษาอุบลราชธานี” โดยมีคณะกรรมการจากหลายภาคส่วน มีกติกาชัดเจน เปิดเผยรายรับ–รายจ่าย และตรวจสอบได้
• กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนช่างเทียน เยาวชน การถ่ายทอดองค์ความรู้ คุ้มวัด การอนุรักษ์วัสดุและภูมิปัญญา การสื่อสาร และการพัฒนามาตรฐานงาน
• ระดมทุนจากผู้ได้รับประโยชน์ โดยใช้หลัก “ผู้ได้ประโยชน์ร่วมคืนประโยชน์ให้วัฒนธรรม” ผ่าน CSR การบริจาคโดยสมัครใจ หรือรูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสม
• พิจารณากิจกรรมหารายได้ที่ไม่กระทบรากวัฒนธรรม เช่น พื้นที่ชมงานที่ได้มาตรฐาน กิจกรรมการเรียนรู้ และสินค้าวัฒนธรรม
• หลีกเลี่ยงการนำโลโก้หรือโฆษณาของผู้สนับสนุนไปติดบนต้นเทียนโดยตรง
.
4. รักษาแก่นของงาน คือ “พุทธบูชา พุทธศิลป์ และการมีส่วนร่วม”
การพัฒนางานต้องไม่ทำให้งานแห่เทียนกลายเป็นเพียงการแข่งขันด้านขนาด ความอลังการ หรือการประกวดเพื่อรางวัล ควรยืนยันว่า “เทียนบูชาธรรม” คือหัวใจของงาน และยกระดับการเล่าเรื่องให้ต้นเทียนสะท้อนทั้งพุทธศิลป์ พุทธปรัชญา ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาช่าง และวิถีชีวิตของคนอุบลราชธานี
จึงเสนอให้
• ทบทวนเกณฑ์การประกวด โดยให้คุณค่ากับความหมายทางพุทธศาสนา ความคิดสร้างสรรค์ งานช่าง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสืบทอดภูมิปัญญา มากกว่าขนาดเพียงอย่างเดียว
• พิจารณากรอบขนาดต้นเทียนที่เหมาะสม เพื่อควบคุมต้นทุนและความปลอดภัย
• จัดระบบยกย่องช่างเทียน ครูภูมิปัญญา คุ้มวัด และเยาวชนอย่างต่อเนื่อง
• สนับสนุนศูนย์เรียนรู้ช่างเทียน เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวและเยาวชนได้เรียนรู้และร่วมทำเทียนอย่างมีความหมาย
• รวบรวมองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ วิธีการทำเทียน บทบาทคุ้มวัด และประสบการณ์ของครูช่าง เป็นคลังข้อมูลของจังหวัด
.
5. ขยายการมีส่วนร่วมตามแนวคิด “บ้าน–วัด–โรงเรียน” และสร้างคนรุ่นใหม่
ความยั่งยืนของงานเกิดจากฐานสำคัญ คือ บ้านหรือชุมชน วัด และโรงเรียน/สถานศึกษา จึงควรทำให้ทั้งสามส่วนเป็นเจ้าภาพร่วมอย่างแท้จริง
แนวทาง ได้แก่
• ให้ชุมชนร่วมวางแผน ระดมทรัพยากร และตัดสินใจเรื่องงานของคุ้มวัดตนเอง
• สนับสนุนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้มีบทบาทด้านนาฏศิลป์ ดนตรี การออกแบบ การวิจัย การสื่อสาร และการเป็นอาสาสมัคร
• พัฒนาโครงการ “เยาวชนสืบสานเทียนพรรษา” เพื่อสร้างช่างเทียน นักเล่าเรื่อง นักออกแบบ นักสื่อสาร และผู้จัดงานรุ่นใหม่
• ส่งเสริมกิจกรรมเตรียมเมืองก่อนเทศกาล เช่น การทำความสะอาด ปรับภูมิทัศน์ และเตรียมวัดต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
• สนับสนุนการรวมพลังระดับอำเภอและตำบล เพื่อเป็นรูปธรรมของการหลอมบุญและลดภาระของคุ้มวัด
.
6. ยกระดับการจัดการเมืองและประสบการณ์นักท่องเที่ยว สู่การเป็น “เจ้าบ้านที่ดี”
เมื่อจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้น จังหวัดควรมองการจัดงานเป็น “การจัดการประสบการณ์ทั้งเมือง” ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ขบวนแห่
ควรดำเนินการเรื่อง
• แผนจราจร ที่จอดรถ รถรับส่ง ทางเดิน จุดปฐมพยาบาล ห้องน้ำ และศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว
• ระบบจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่งานเทศกาลสะอาดและลดขยะ
• มาตรฐานความปลอดภัยของเส้นทางขบวน พื้นที่ชมงาน และกิจกรรมกลางคืน
• การออกแบบพื้นที่ชมงานให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่พิเศษกับประชาชนทั่วไป
• การวางผังและระยะเวลาขบวนให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ชมสามารถเห็นคุณค่าของแต่ละขบวนโดยไม่ต้องรอนานเกินควร
• พัฒนาเมืองให้มีบรรยากาศ “นครแห่งเทียน” ตั้งแต่ประตูเมือง ถนน สถานีขนส่ง สนามบิน โรงแรม ย่านท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะ
พร้อมกันนี้ควรต่อยอดแนวคิด “Proud Ubon Host” ให้เป็นระบบเจ้าบ้านที่เชื่อมผู้ประกอบการ ชุมชน และประชาชนในการให้ข้อมูล อำนวยความสะดวก แนะนำเส้นทาง รวบรวมข้อมูลบริการ และสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน
.
7. พัฒนาศักยภาพ “คนท่องเที่ยว” และผู้ประกอบการตลอดทั้งปี
ภาคการท่องเที่ยวไม่ได้เพียงรอรับประโยชน์จากงานแห่เทียน แต่ต้องลงทุนและพัฒนาตัวเองตลอดทั้งปี ทั้งด้านบุคลากร สถานที่ คุณภาพบริการ และสินค้าใหม่ ๆ
จังหวัดและภาคีที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและบุคลากรในเรื่อง
• ภาษาและการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
• การบริการและการสร้างประสบการณ์
• Smart Tourism และการใช้เทคโนโลยี
• การตลาดและการสื่อสารสมัยใหม่
• การออกแบบสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยวใหม่
• การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต
โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ควรมีกลไกรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการและนำไปสู่มาตรการของจังหวัดอย่างเป็นระบบ
.
8. พัฒนางานจาก “เทศกาล 2 วัน” สู่ระบบนิเวศวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวตลอดปี
ควรใช้งานแห่เทียนเป็น “ประตู” สู่อุบลราชธานี ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการท่องเที่ยว
เสนอให้
• เปิดเส้นทางเยี่ยมชมคุ้มวัดและการทำเทียนล่วงหน้าตลอดเดือน
• เชื่อมงานแห่เทียนกับวัด อาหารท้องถิ่น สินค้าชุมชน OTOP ธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวของ 25 อำเภอ
• พัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยว 3 วัน หรือ 5 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ
• ประกาศปฏิทินกิจกรรมและข้อมูลการจองล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ
• ส่งเสริมโรงแรม ร้านอาหาร และสถานประกอบการให้ร่วมเล่าเรื่องอัตลักษณ์อุบลราชธานีผ่านอาหาร การแสดง และพื้นที่เรียนรู้
• ต่อยอดกิจกรรมแสง สี เสียง และการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เมือง เพื่อยืดระยะเวลาการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ควรพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวจากทุนของจังหวัด เช่น Faith Tourism, เส้นทางวัดป่า–พญานาค, Medical & Wellness, Gastronomy และ Smart Tourism เพื่อสร้างความหลากหลายและลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวเฉพาะช่วงเทศกาลแห่เทียน
.
9. เปลี่ยนการประชาสัมพันธ์งานแห่เทียน จาก “ข่าวช่วงเทศกาล” สู่การสื่อสารต่อเนื่องระดับนานาชาติ
เวทีเสนอว่า การประชาสัมพันธ์งานแห่เทียนในภาษาไทยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกปีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ควรยกระดับ คือ การสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และใช้พลังของผู้มีอิทธิพลทางออนไลน์ (Online Influencers / Content Creators) เป็นเครือข่ายสื่อสารระยะยาว
ในปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เชิญผู้มีอิทธิพลทางออนไลน์จาก อเมริกาใต้ อเมริกากลาง อเมริกาเหนือ และยุโรป มาสัมผัสงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งผู้มาเยือนได้สะท้อนความประทับใจในหลายมิติ ทั้ง
• ความยิ่งใหญ่และความวิจิตรของขบวนแห่เทียน
• ความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของคุ้มวัด
• ความสามารถและภูมิปัญญาของช่างเทียนท้องถิ่น
• อาหารและวิถีชีวิตของคนอุบลราชธานี
• ความน่ารัก เป็นมิตร และการต้อนรับของผู้คน
• ความสงบ เรียบง่าย และมีเสน่ห์ของวิถีอีสาน
• บรรยากาศของงานบุญที่มีความเป็นธรรมชาติ ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “เสน่ห์ของงานแห่เทียน” ไม่ได้มีเพียงต้นเทียนและขบวนแห่ แต่รวมถึงผู้คน อาหาร ชุมชน วิถีชีวิต และบรรยากาศของอุบลราชธานีทั้งเมือง ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สามารถนำไปสื่อสารกับตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
จึงเสนอให้จังหวัดร่วมกับ ททท. ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว
• ขอข้อมูลช่องทางการสื่อสารของผู้มีอิทธิพลทางออนไลน์ที่เคยมาเยือน เช่น Instagram, X, Facebook, YouTube และแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อพัฒนาเป็นเครือข่ายผู้สื่อสารของอุบลราชธานี
• สร้างฐานข้อมูล International Ubon Creator Network รวบรวมผู้สร้างเนื้อหาที่เคยสัมผัสงานแห่เทียนและมีความสนใจในประเทศไทย/อีสาน
• ไม่ควรติดต่อเฉพาะช่วงก่อนงาน แต่ควรสร้างความสัมพันธ์และส่งเนื้อหาให้เห็นอุบลราชธานี ตลอดทั้งปี
• ส่งภาพ เรื่องราว และเนื้อหาที่มีคุณภาพ เช่น ภาพงานเทียน อาหารท้องถิ่น ตลาด วิถีชีวิต ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ งานหัตถกรรม และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ไปให้ผู้สร้างเนื้อหาเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ
• พัฒนาเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่นที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้สร้างเนื้อหาสามารถนำไปเล่าต่อได้ง่าย
• เชิญผู้สร้างเนื้อหากลับมาเยือนอุบลราชธานีในช่วงอื่นของปี เพื่อให้เกิดการรับรู้ว่า อุบลราชธานีไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะช่วงแห่เทียน
• ใช้พลังของผู้ติดตามของบุคคลเหล่านี้ในการสร้างการรับรู้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความคุ้นเคยและแรงจูงใจในการเดินทางมาเยือนจังหวัด
แนวคิดสำคัญคือ “จาก Influencer ที่มาเที่ยวครั้งเดียว สู่ Friend of Ubon ที่ช่วยเล่าเรื่องอุบลฯ ตลอดทั้งปี”
การดำเนินการลักษณะนี้จะช่วยเปลี่ยนการสื่อสารจาก “ประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนมางาน” ไปสู่ “การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมทั่วโลก เพื่อให้คนรู้จัก เข้าใจ และอยากมาอุบลราชธานี”
.
10. สร้างระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงคนทั้งจังหวัด
เป้าหมายของการท่องเที่ยวไม่ควรอยู่เพียงที่ “ทำให้นักท่องเที่ยวมา” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “เมื่อมาแล้ว ใครได้รับประโยชน์ และรายได้กระจายไปอย่างไร”
จังหวัดจึงควรออกแบบระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการรายใหญ่ ไปจนถึงชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการในพื้นที่ การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การเชื่อมโยงชุมชนกับธุรกิจท่องเที่ยว และการสร้างช่องทางตลาดให้ผู้ผลิตในพื้นที่
แนวคิดสำคัญคือ งานแห่เทียนต้องไม่เพียงสร้าง “คนมาเที่ยว” แต่ต้องสร้าง “โอกาสทางเศรษฐกิจให้คนอุบลฯ”
11. จัดทำแผนสู่มรดกวัฒนธรรมระดับโลกอย่างเป็นขั้นตอน
การมุ่งสู่มรดกวัฒนธรรมระดับโลกต้องเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว ไม่ใช่เพียงคำประกาศ จังหวัดควรมอบหมายหน่วยงานหลัก ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและชุมชน จัดทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องของยูเนสโกอย่างชัดเจน
ควรดำเนินการ
• ศึกษาเกณฑ์และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง พร้อมวิเคราะห์ช่องว่างของงานในปัจจุบัน
• จัดทำแผนอนุรักษ์และสืบทอดมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง
• จัดระบบฐานข้อมูล เอกสาร ภาพถ่าย วิดีโอ ประวัติศาสตร์ช่างเทียน และหลักฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน
• ผลิตสื่อภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นที่จำเป็น เพื่อสื่อสารคุณค่าของงานสู่ต่างประเทศ
• กำหนดตัวชี้วัดด้านการมีส่วนร่วม การสืบทอดของเยาวชน ความยั่งยืน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
• รักษาสมดุลระหว่างการสร้างรายได้กับความศักดิ์สิทธิ์ของงานบุญ โดยให้ วัฒนธรรมเป็นฐาน ไม่ใช่เป็นเพียงสินค้า
.
ข้อเสนอเร่งด่วนก่อนการจัดงานปี 2570
เพื่อให้ข้อเสนอจากเวทีนำไปสู่การปฏิบัติ ควรมีการดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้
1. แต่งตั้งคณะทำงานร่วมระดับจังหวัด กำหนดโครงสร้าง บทบาท และปฏิทินการประชุมวางแผนงานปี 2570 และระยะ 1–3 ปี
2. สำรวจต้นทุนและภาระของคุ้มวัด ช่างเทียน และผู้ร่วมขบวน พร้อมสำรวจปัญหาและข้อจำกัดของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว
3. จัดทำรายงานสรุปบทเรียนปี 2569 อย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดชุดข้อมูลและวิธีคำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นมาตรฐานเดียวที่ตรวจสอบได้
4. จัดทำแผนบริหารจัดการเมืองล่วงหน้า ครอบคลุมการจราจร ที่จอดรถ รถรับส่ง ห้องน้ำ ความปลอดภัย ขยะ พื้นที่ชมงาน และการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว
5. เปิดเวทีออกแบบระบบกองทุนและ CSR โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การเงิน ภาษี และตัวแทนภาควัฒนธรรมและชุมชนร่วมออกแบบ
6. เริ่มจัดทำคลังองค์ความรู้ช่างเทียนและฐานข้อมูลดิจิทัล พร้อมพัฒนาสื่อหลายภาษาเพื่อการเรียนรู้และการสื่อสารสู่ระดับนานาชาติ
7. พัฒนา Proud Ubon Host และเครือข่ายเจ้าบ้าน เชื่อมผู้ประกอบการ ชุมชน เยาวชน อาสาสมัคร และประชาชนให้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยว
8. จัดทำแผนการท่องเที่ยวต่อเนื่องหลังเทศกาล เชื่อมคุ้มวัด เส้นทางวัฒนธรรม อาหาร ชุมชน ธรรมชาติ สุขภาพ และแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 25 อำเภอ
9. สื่อสารให้สาธารณะรับรู้ว่า “งานแห่เทียนเป็นงานของคนอุบลราชธานีทุกคน” เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งด้านแรงกาย ความรู้ ทรัพยากร งบประมาณ การสื่อสาร และการเป็นเจ้าบ้าน
10. เริ่มจัดทำ Roadmap สู่มรดกวัฒนธรรมระดับโลก กำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ ขั้นตอน ระยะเวลา ตัวชี้วัด และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างชัดเจน
.
ข้อความสรุปเชิงนโยบาย
หัวใจของข้อเสนอจากเวทีครั้งนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “การจัดงานแห่เทียน” ไปสู่ “การพัฒนาระบบนิเวศแห่เทียนของจังหวัด”
งานแห่เทียนไม่ควรเป็นเพียงเทศกาลที่เกิดขึ้นปีละครั้ง แต่ควรเป็นกลไกที่เชื่อม วัฒนธรรม ชุมชน การศึกษา การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการพัฒนาเมือง เข้าด้วยกัน
ภาคท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากงาน แต่เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ ร่วมลงทุน ร่วมสร้าง ร่วมพัฒนา และร่วมรับผิดชอบต่ออนาคตของจังหวัด เช่นเดียวกับคุ้มวัด ชุมชน สถานศึกษา ภาครัฐ และภาคประชาสังคม
ดังนั้น เป้าหมายของจังหวัดจึงไม่ใช่เพียง “ทำให้งานใหญ่ขึ้น” หรือ “ทำให้นักท่องเที่ยวมากขึ้น” แต่คือการทำให้งานแห่เทียน “ดีขึ้น ลึกขึ้น ยั่งยืนขึ้น และเกิดประโยชน์กับคนอุบลราชธานีมากขึ้น”
และหากจะก้าวไปสู่มรดกวัฒนธรรมระดับโลก สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การสร้างงานให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม หากแต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า คนอุบลราชธานีสามารถร่วมกันรักษา สืบทอด และพัฒนามรดกของตนเองได้อย่างมีความหมายและยั่งยืน
หมายเหตุ: สรุปนี้เรียบเรียงจากเวทีถอดบทเรียนแห่เทียนพรรษา วันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยข้อเสนอเชิงงบประมาณ กองทุน และตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจควรตรวจสอบกับหน่วยงานเจ้าภาพและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
ร่างสรุปข้อเสนอแนะ เรื่อง การพัฒนางานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลฯ