อำเภอน้ำขุ่น ส่งผลงาน ต้นเทียนพรรษาประเภทแกะสลัก ขนาดเล็ก เข้าร่วมงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2569 โดยนำเสนอเรื่องราวจาก มหาเวสสันดรชาดก อันเป็นชาติสุดท้ายก่อนการตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ ควบคู่กับพุทธประวัติช่วงสำคัญ ได้แก่ การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ และ การตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ถ่ายทอดคุณธรรมเรื่องการเสียสละ ความเมตตา และการบำเพ็ญบารมี จนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ບັນດາຫນ້າຕໍ່ໄປ ລິ້ງຄ໌ ຫາ candlestick ':
ກະຕ່າທຽນ
ลำต้นเทียนแกะสลักลวดลายไทยอันวิจิตร ประกอบด้วย ลายกนกเปลว ก้านขด และลายกาละกัศ ซึ่งเป็นลวดลายประจำถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี ภายในลำต้นถ่ายทอดพุทธประวัติ ตอนเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ และอีกด้านหนึ่งเป็น ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อทรงมีพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ฐานลำต้นตั้งอยู่บน เศียรช้าง 4 เศียร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญหลายตอนในพระพุทธประวัติ
ส่วนหน้าขบวน
ด้านหน้าขบวนถ่ายทอด กัณฑ์มัทรี (กัณฑ์ที่ 9) แห่งมหาเวสสันดรชาดก เล่าเรื่องความรัก ความเสียสละ และความโศกเศร้าของ พระนางมัทรี ขณะเสด็จออกหาผลไม้ในป่า ระหว่างนั้น ชูชก ได้เข้าไปขอสองกุมาร คือ พระชาลี และ พระกัณหา จากพระเวสสันดร ซึ่งทรงยกพระโอรสและพระธิดาให้เป็นทาน
พระอินทร์ทรงเกรงว่าพระนางมัทรีจะกลับมาทันและขัดขวางการบำเพ็ญทาน จึงโปรดให้เทวดา 3 องค์แปลงกายเป็น เสือโคร่ง เสือเหลือง และราชสีห์ ออกมาขวางทางไว้ เมื่อพระนางมัทรีกลับถึงอาศรมและไม่พบพระกุมาร จึงออกติดตามหาตลอดทั้งคืนจนหมดแรงสลบ พระเวสสันดรจึงทรงเล่าความจริงและขอให้พระนางร่วมอนุโมทนาทาน ซึ่งสะท้อนถึงการบำเพ็ญ ทานบารมี อันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์
ส่วนหลังขบวน
ด้านหลังขบวนถ่ายทอด ชูชกกัณฑ์ (กัณฑ์ที่ 5) โดยเล่าเรื่องชูชก พราหมณ์ขอทานผู้ได้ นางอมิตตดา เป็นภรรยา ก่อนถูกภรรยายุยงให้เดินทางมาขอสองกุมารจากพระเวสสันดร เพื่อนำไปเป็นคนรับใช้ สะท้อนถึงผลของความโลภและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
ช่วงท้ายของขบวน จำลองเหตุการณ์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ขณะพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา โดยทรงบรรลุ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา