3 พี่น้องอเมริกัน ตามหาผู้มีพระคุณชาวอุบลฯ เคยช่วยชีวิตสมัยสงครามเวียดนาม

จังหวัดอุบลราชธานีมี อนุสาวรีย์แห่งความดี (The Monument of Merit) ตั้งอยู่บริเวณทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี เป็นอนุสาวรีย์แห่งเดียวในไทยที่สร้างโดยเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อระลึกถึงน้ำใจชาวอุบลฯ ที่ช่วยเหลือเรื่องอาหารและยารักษาโรค มีการจัดงานรำลึกและวางพวงมาลาเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 11 เดือน 11 เวลา 11.00 น. โดยมีลูกหลานเชลยศึกเดินทางมาร่วมงานเพื่อแสดงความกตัญญูต่อชาวอุบลราชธานี

ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.2484) ทหารฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) ถูกคุมขังในอุบลฯ ชาวบ้านได้แอบช่วยเหลือโดยการนำอาหารและเสื้อผ้ามาให้ ทั้งที่เสี่ยงต่อการถูกทหารญี่ปุ่นลงโทษ หลังจากสงครามสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2488 เชลยศึกที่รอดชีวิตได้ร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณ นอกจากตัวอนุสาวรีย์แล้ว ยังมีการจารึกคำว่า "Little Mother" ซึ่งหมายถึงชาวอุบลฯ ที่เปรียบเสมือนแม่คนที่สองที่ให้ความเมตตาด้วย

ล่าสุด ปี พ.ศ.2569 มีพี่น้องชาวอเมริกันรวม 3 คน เดินทางทางข้ามทวีป เพื่อตามหาชายผู้มีพระคุณช่วยชีวิตครอบครัว สมัยสงครามเวียดนามหรือ 53 ปี ที่ผ่านมา สุดท้ายด้วยความช่วยเหลือของชาวอุบลฯ ช่วยกันค้นหาจนพบว่ายังมีชีวิตอยู่ และทำฝันของ 3 พี่น้องอเมริกันได้เป็นความจริง
.
เรื่องราวความประทับใจดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2568 มี 3 พี่น้องครอบครัวชาวอเมริกัน ได้แก่
- มิสเตอร์ราอูล ลาร์เมียร์บัตแลนด์ 66 ปี 
- มิส ลิซ่ารี พาวเวลล์กูลด์ 63 ปี
- มิสเตอร์มาร์ค เจมส์ บัตแลนด์ อายุ 62 ปี
.
ทั้ง 3 คน เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานี และเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยตามหาชายชื่อ นายพูน (ไม่ทราบชื่อจริง) นามสกุล พงษ์อารีย์ ซึ่งทั้ง 3 คน บอกว่านายพูนเป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิต ทั้ง 3 คน ไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 หรือเมื่อ 55 ปี ก่อน

นายมาร์ค เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายเคนเนธ (พ่อของตน) เป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯสมัยสงคราวเวียดนาม ปี 1971 ต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวจึงได้เดินทางมาตามอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี นายเคนเนธ ผู้เป็นพ่อ ได้พบกับนายพูน และครอบครัวที่จังหวัดอุบลราชธานี นายพูนได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้และดูแลตนเองและครอบครัว
.
ตลอดระยะเวลาที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี นานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนเองและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ ครั้งหนึ่งตนเองและครอบครัวได้รับเกียรติ ให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป.ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกชายเวียดกง เข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายตนเองและครอบครัว นายพูนได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของนายพูนได้พาตนเองและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไป นายพูนจึงได้รีบพาตนเองและครอบครัวออกจาก สปป.ลาว ทันที และในตอนเช้ากลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาค้นหาครอบครัวของตนเพื่อฆ่าพวกตนอีกครั้ง แต่ตนเองได้หนีกลับออกมาได้ก่อน
นั่นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก 
.
หลังจากกลับมาถึง จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวต้องย้ายบ้านหนีกลุ่มเวียดกงอีกครั้งเพราะ เวียดกง กลุ่มนี้ได้สืบรู้ว่าตนเองและครอบครัวอยู่ที่ไหน นายพูนจึงได้พาครอบครัวของตนไปเช่าบ้านอยู่อีกที่ และเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายพูนซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว

ต่อมาปี 1972 ตนเองและครอบครัวได้กลับไปประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนายพูนอีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนเองและพี่น้องทั้ง 3 คน ยังคงรักและคิดถึงนายพูนและครอบครัวเสมอ จนเวลาผ่านมา 53 ปี พี่น้องทั้ง 3 คนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตามหานายพูนและตอบแทนบุญคุณ นายพูนและครอบครัว แต่ตนเองก็คิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมากเพราะนายพูนอาจจะไม่อยู่แล้ว 
.
หลังจากที่รับทราบเรื่องราว ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมจิตอาสา และล่ามภาษาในการลงพื้นที่สำรวจบ้านเช่าที่เคยอยู่เพื่อหาเบาะแสอยู่ 3 วัน จนทราบข่าวจาก นางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานีว่า
นายพูนที่ตามหายังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อายุ 80 ปี อยู่ที่อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นได้มีการ วีดีโอคอลระหว่างนายพูน กับ ครอบครัวชาวอเมริกันทั้ง 3 คน ทั้งหมดยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ตามหาทั้งหมดดีใจ และเดินทางไปพบกับนายพูนที่บ้านพักในจังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อ 3 พี่น้องชาวอเมริกันเดินทางไปถึง บ้านพักของนายพูน ต่างคนต่างจำกันได้แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 50 ปี ทุกคนต่างดีใจจนร้องไห้ทั้ง 2 ครอบครัว ทางฝ่ายนายพูนเองได้มีการผูกข้อมือรับขวัญตามประเพณีภาคอีสาน และทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวลาพูดคุยกันระยะหนึ่งแล้วแยกย้ายกลับ พร้อมทั้งวางแผนนำตัวนายพูนมาตรวจร่างกายรักษาดวงตาที่เป็นต้อกระจก และหูที่ไม่ค่อยได้ยิน

นายมาร์ค เล่าต่ออีกว่า ครอบครัวของตนไม่เคยลืมพูล พวกตนจำความเมตตาของนายพูนได้เสมอ ตนเองนับถือเปรียบเสมือนพี่ชายของพ่อ นั่นแหละคือแรงผลักดันของตนที่ตามหา อยากขอบคุณ และอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตนเองเสียใจที่ปล่อยให้เวลามานานถึง 55 ปี มันเป็นเวลาที่นานมาก แต่พวกตนไม่เคยลืมนายพูนเลยอยากจะขอบคุณชาวอุบลราชธานี ที่ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี 55 ปีก่อน ตนเองก็ไม่เคยลืมนั่นคือปีที่ดีที่สุดในชีวิตของตน และในการกลับมาครั้งนี้ หลังจากที่ผ่านไป 55 ปี ตนเองไม่รู้เลยว่าจะพบกับสิ่งที่ตามหาหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะต้องคาดหวังอะไร แต่ผู้คนอุบลฯ หัวใจแบบไทย ๆ ที่นี่ยังเหมือนเดิมตนรู้สึกได้ และตนมั่นใจในความรู้สึกนั้นมันเหมือนครอบครัว มันเหมือนบ้าน 
.
พวกเรา 3 พี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคนที่ช่วยเราตามหานายพูน เพราะตอนแรกตนเองก้ไม่ติดว่าจะสำเร็จมันเหมือนการหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมากเพราะมันผ่านมานานเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสะกดนามสกุลของเขาอย่างไร ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่นามสกุลจริงหรือเปล่า และสุดท้ายเราก็รู้ว่า เราเรียกเขาว่า “พูน” ซึ่งเป็นชื่อเดิม แต่ปัจจุบันเขาใช้ชื่อว่า “ขวัญ” ดังนั้นโอกาสที่จะเจอแทบจะเป็นศูนย์ แต่เราก็โชคดีมากที่สามารถทำได้ 

นาทีที่ตนทราบว่าเจอนายพูนแล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามา เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน และ ในสายคือ นายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือพูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 55 ปีแล้ว ที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่ฉันจำได้ทันที พี่สาว พี่ชาย ทุกคนรู้ทันทีนั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ เขาน่าทึ่งมากจริง ๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอกันและได้ตอบแทนบุญคุณ นายพูนที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่ จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้พวกเราจึงได้พานายพูนมาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน และโรคประจำตัวต่างๆ 

นายพูน เล่าว่าตนเองได้มาเจอกับพ่อของมาร์ช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบล สมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้นตนเองมีอาชีพปั่น 3 ล้อรับส่งคน พ่อของมาร์คก็ชวนตนเองมาทำงานด้วยเพราะมาร์ค พี่ชายและ พี่สาว ตอนนั้นยังเด็ก ตนเองต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน ตนเองรู้สึกดีใจภูมิใจมากที่ทั้ง 3 คน ไม่ลืมตนยังกลับมาตามหาทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้ง 3 คนจะกลับมาตามหาเพราะตนย้ายมาอยู่ที่ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แต่มาร์คและพี่ชาย ไปตามหาที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงมาหาเจอกัน ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกันร้องไห้กันหมดดีใจที่ได้มาเจอ นายพูนบอกอีกว่าขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหาทำให้ตนและครอบครัวของมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

Sticky