โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เปิดประชุมวิชาการด้านโรคมะเร็ง ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 รวมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขราว 300 คน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม ตั้งแต่ Precision Oncology, Genomic Medicine ไปจนถึง CAR-T Cell มุ่งสร้างเครือข่ายดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ ลดการส่งต่อ ลดเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการรักษามาตรฐานใกล้บ้าน

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี กรมการแพทย์ จัดการประชุมวิชาการด้านโรคมะเร็ง ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Oncology Next Gen: Elevating Multidisciplinary Cancer Care in the Modern Era” โดยการประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 สิงหาคม 2569 มีแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข นักวิชาการ และผู้สนใจจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 300 คน
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีเผยแพร่และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความก้าวหน้าทางวิชาการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านโรคมะเร็ง รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปประยุกต์ใช้ตั้งแต่การป้องกัน วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และดูแลผู้ป่วย ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และที่ปรึกษาอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ ขณะที่องค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านมะเร็งวิทยาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งการแพทย์แม่นยำ เวชพันธุศาสตร์ การรักษาด้วยเซลล์และยีน ปัญญาประดิษฐ์ และการใช้ฐานข้อมูลเพื่อวางแผนบริการ แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อสามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย เท่าเทียม และเชื่อมต่อการดูแลตั้งแต่การป้องกันและคัดกรอง ไปจนถึงการฟื้นฟูและดูแลแบบประคับประคอง
“การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นเวทีเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือของบุคลากรทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง”
นพ.ทวีศิลป์ ระบุว่า ปัจจุบันการดูแลโรคมะเร็งมีความซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การป้องกันและคัดกรอง การวินิจฉัยระดับพันธุกรรม การรักษาที่จำเพาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย ไปจนถึงการฟื้นฟูและดูแลแบบประคับประคอง จึงไม่สามารถดำเนินการโดยวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพและเครือข่ายบริการสุขภาพทุกระดับ โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้องค์ความรู้ใหม่ไม่หยุดอยู่เพียงในห้องประชุม แต่สามารถนำไปใช้ยกระดับคุณภาพบริการและผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้จริง
สำหรับเนื้อหาวิชาการตลอดการประชุม 3 วัน ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านโรคมะเร็ง การแพทย์แม่นยำ หรือ Precision Oncology, Genomic Medicine, การใช้ข้อมูลโรคมะเร็งเพื่อขับเคลื่อนงานระดับเขตสุขภาพ การปลูกถ่ายไขกระดูกและการรักษาด้วย CAR-T Cell การพัฒนาการพยาบาลเฉพาะทาง ศัลยกรรมและรังสีรักษาสมัยใหม่ โภชนบำบัด การดูแลแบบประคับประคอง การสื่อสารและให้คำปรึกษา รวมถึงการดูแลแผลมะเร็ง และการนำเสนอผลงานวิชาการและนวัตกรรม
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า จุดสำคัญไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพราะเป็นสิ่งใหม่ แต่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย มีหลักฐานรองรับ ปลอดภัย คุ้มค่า และประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม หากทำได้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น เลือกแนวทางรักษาได้เหมาะสม ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

เป้าหมายสำคัญ “รักษาดีขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และใกล้บ้านขึ้น”
สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นพ.ทวีศิลป์ ย้ำว่า
“ประโยชน์ที่ประชาชนควรได้รับ คือบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้น และใกล้บ้านมากขึ้นครับ”
เมื่อโรงพยาบาลมะเร็ง โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และเครือข่ายบริการในพื้นที่สามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาแนวทางทำงานร่วมกัน จะช่วยให้การส่งต่อผู้ป่วยมีความเหมาะสม ลดความซ้ำซ้อน ลดระยะเวลารอคอย และทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องตั้งแต่โรงพยาบาลไปจนถึงชุมชนและที่บ้าน
โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง การได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องทันเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ผลลัพธ์ของการประชุมจึงไม่ใช่เพียงการทำให้บุคลากรมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่ต้องนำไปสู่การที่ประชาชนเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐาน ลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษา และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานียังมีบทบาทในการพัฒนาบริการโรคมะเร็งเฉพาะทางและเชื่อมโยงเครือข่ายบริการสุขภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การประชุมครั้งนี้จึงถูกวางให้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ การวิจัย และนวัตกรรมด้านโรคมะเร็ง พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ
ย้ำประชุมจบ แต่งานต้องไม่จบ
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวถึงการต่อยอดหลังการประชุมว่า
“การประชุมไม่ควรสิ้นสุดลงพร้อมพิธีปิด แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งครับ”
แนวทางต่อจากนี้คือการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ พัฒนาระบบข้อมูลและการวิจัยร่วมกัน รวมถึงเชื่อมโยงระบบส่งต่อและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระหว่างหน่วยบริการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับมาตรฐานการดูแลที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น
กรมการแพทย์พร้อมสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี ระบบบริการ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยมีเป้าหมายให้โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานีและเครือข่ายสามารถดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และใกล้บ้านมากที่สุด
นพ.ทวีศิลป์ ทิ้งท้ายว่า ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากเวทีครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาส เพิ่มคุณภาพชีวิต และเพิ่มความหวังให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งและครอบครัว พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนตระหนักถึงการป้องกัน ลดปัจจัยเสี่ยง ตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม และเข้ารับบริการอย่างทันท่วงที