จบไปแล้วกับงาน “คึดฮอด…กรมหลวงสรรพสิทธิ์” ที่ปลุกศรัทธาคนอุบลฯ ให้น้อมรำลึกคุณูปการ ของ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ สุดยิ่งใหญ่! โดย เมตตาจิตของ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม (หลวงตาสิ้นคิด) แห่งพุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ที่สนับสนุนงบประมาณนางรำ และมหรสพหมอลำ 3 คืน เพื่อปลูกฝังคุณธรรมแก่คนรุ่นใหม่
เราได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ พลโท ดร. อรรถ สิงหัษฐิต ประธานมูลนิธิอุบลราชธานีอนุสาวรีย์คนดีศรีวนาลัย ผู้จัดงานหลักฯ ร่วมกับเทศบาลนครอุบลราชธานี และอำเภอเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม แต่รอให้งานเริ่มจนจบ เพราะเชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้จัก มูลนิธิอุบลราชธานีอนุสาวรีย์คนดีศรีวนาลัย ผู้จัดงานหลักฯ ให้มากขึ้น กับภารกิจสร้าง “ศูนย์รวมใจ” แห่งความกตัญญู เพราะท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน คุณค่าบางอย่างกลับเลือนหายไปอย่างเงียบงัน หนึ่งในนั้นคือ “ความกตัญญู” คุณธรรมพื้นฐานที่เคยหล่อหลอมสังคมไทยให้มั่นคง แต่วันนี้ ที่ อุบลราชธานี กำลังมีความพยายามครั้งสำคัญในการฟื้นคืนคุณค่านั้น
จุดตั้งต้นของศรัทธา: เมื่อ “คนอุบลราชธานี” อยากมีศูนย์รวมใจ
แนวคิดการก่อตั้งมูลนิธิอุบลราชธานีอนุสาวรีย์คนดีศรีวนาลัย ไม่ได้เกิดจากนโยบาย หากแต่เกิดจาก “หัวใจ” ของผู้คน
มูลนิธิฯ เกิดจากความร่วมมือของผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ อดีตข้าราชการ และภาคเอกชนชาวอุบลราชธานี ที่มีความตั้งใจร่วมกันว่า “อุบลราชธานีควรมีศูนย์รวมจิตใจ”
แนวคิดนี้นำไปสู่การค้นหาบุคคลต้นแบบของจังหวัด ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ คือบุคคลผู้ควรค่าแก่การยกย่อง
“วันนั้นเรามานั่งคุยกันง่าย ๆ ว่า เมืองอุบลฯของเราเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ทำไมเรายังไม่มีสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งจังหวัดอย่างแท้จริง คำถามนี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง”
จากการหารือเล็ก ๆ สู่การประชุมอย่างจริงจังของบุคคลสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน ก่อนจะพัฒนาเป็น “มูลนิธิอุบลราชธานีอนุสาวรีย์คนดีศรีวนาลัย” ที่มีเป้าหมายชัดเจน
กระบวนการคัดเลือก “บุคคลต้นแบบ” ด้วยเสียงของประชาชน
เพราะการจะยกย่องบุคคลหนึ่งให้เป็นศูนย์รวมใจ ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
“เราไม่ได้เลือกกันเอง แต่เราเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีการทำประชาพิจารณ์อย่างเป็นระบบ สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ก็ตกผลึกมาที่บุคคลเพียงหนึ่งเดียว”
….นั่นคือ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์…
คุณูปการที่ไม่เลือนหาย: รากฐานอุบลที่ยังคงอยู่
กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงดูแลพื้นที่ “มณฑลอีสาน” นานกว่า 17 ปี และได้วางรากฐานสำคัญ เช่น การวางผังเมืองและถนนอย่างเป็นระบบ การจัดตั้งโรงพยาบาลและสถานีตำรวจ การบริจาคที่ดินส่วนพระองค์ เช่น ทุ่งศรีเมือง ศาลากลาง และพื้นที่ราชการ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นประโยชน์ต่อชาวอุบลมาจนถึงปัจจุบัน
จึงเป็นเหตุผลที่ประชาชนเลือกพระองค์
“ สิ่งที่ท่านทำไว้ ไม่ใช่แค่เรื่องในอดีต แต่มันยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ถนนที่เราใช้ โรงพยาบาลที่เราพึ่งพา พื้นที่ราชการที่เราทำงาน ล้วนมีรากฐานจากพระองค์ พระองค์ทรงวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ ก่อตั้งโครงสร้างพื้นฐาน และยังทรงเสียสละที่ดินส่วนพระองค์เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”ประธานมูลนิธิฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
56 ล้านบาทแห่งศรัทธา: “เหรียญเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่”
การก่อสร้างอนุสาวรีย์ไม่ได้เกิดจากทุนใหญ่ หากแต่เกิดจาก “หัวใจเล็ก ๆ นับล้านดวง”
“เงิน 56 ล้านบาท ไม่ได้มาจากคนคนเดียว แต่มาจากทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน มีทั้งแบงก์ ทั้งเหรียญบาท เหรียญ 5 เหรียญ 10 ที่ชาวบ้านใส่มาในผ้าป่า มีค่าทางใจมากๆ”
คำพูดนี้สะท้อนชัดว่า อนุสาวรีย์แห่งนี้ ไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่คือ “สัญลักษณ์ของความร่วมมือ”
คณะกรรมการ: ผู้ปิดทองหลังพระ
เบื้องหลังความสำเร็จ คือคณะกรรมการและที่ปรึกษามูลนิธิฯ ที่ทำงานด้วยความเสียสละ
องค์ประกอบของคณะกรรมการและที่ปรึกษามูลนิธิฯ มีทั้งข้าราชการ อดีตข้าราชการ และภาคเอกชน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ใจที่ทำงานให้ท้องถิ่นและบ้านเกิด
“ทุกคนที่มานั่งตรงนี้ ไม่เคยถามว่าจะได้อะไรกลับไป บางครั้งผมยังรู้สึกลำบากใจเวลาจะเรียกเขามาประชุม เพราะรู้ว่าเขามาด้วยใจล้วน ๆ”
5 จุดแข็งที่ทำให้มูลนิธิฯ ยืนหยัด
จากบทสนทนาเชิงลึก สามารถถอดรหัส “พลัง” ของมูลนิธิได้อย่างชัดเจน
อันดับแรก คือ ศรัทธาจากฐานราก
“นี่คือของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง”
อันดับสอง ความโปร่งใส
“เราทำทุกอย่างให้ตรวจสอบได้ เพื่อให้คนมั่นใจ”
อันดับสาม ทำภารกิจเพื่อสังคม
“น้ำท่วมอุบลราชธานีเมื่อปี 2562 และ ปี 2565 เราก็ออกไปช่วย โดยการรับประสานงาน ส่งต่อ และมอบความช่วยเหลือให้ผู้ประสบ
อุทกภัย หรือ ยามทหารขาดอะไรจากการสู้รบในแนวชายแดนไทย- กัมพูชา เราก็สนับสนุน โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคี และหลวงตาสิ้นคิด”
อันดับสี่ ไม่ยอมแพ้
“ผมเชื่อว่าถ้าเราทำต่อเนื่อง ไม่หยุด สักวันมันต้องสำเร็จ”
และสุดท้าย คือ วิสัยทัศน์ระยะยาว
“เราไม่ได้คิดแค่วันนี้ แต่เราคิดถึงเยาวชน คิดถึงอนาคต” ประธานมูลนิธิฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
งาน “คึดฮอด… กรมหลวงสรรพสิทธิ์” งานที่มากกว่าความบันเทิง
เพราะงานไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงงานรื่นเริง
“เราอยากให้คนมาแล้วได้ทั้งความสุข และได้คิด ได้ระลึก”
ภายในงาน มีทั้งหมอลำ 3 คืน มีพิธีทำบุญ และพื้นที่ค้าขายฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม
แรงสนับสนุนจากศรัทธาธรรม
บทบาทสำคัญอีกประการ คือการสนับสนุนจาก “หลวงตาสิ้นคิด” ประธานมูลนิธิฯ กล่าวด้วยความซาบซึ้ง แม้ท่านไม่ใช่คนอุบลฯ แต่กลับเล็งเห็นคุณค่าของงานนี้อย่างลึกซึ้ง ท่านสนับสนุนงบประมาณจัดมหรสพ ร่วมเผยแพร่คุณงามความดีของกรมหลวงฯ และมุ่งปลูกฝัง “ความกตัญญู” โดยเฉพาะในเยาวชน
ท่านเชื่อว่า “คนดีต้องเริ่มจากความกตัญญู”
“ท่านไม่ใช่คนอุบลฯ แต่ท่านกลับมองเห็นคุณค่าของสิ่งนี้อย่างลึกซึ้ง ท่านไม่ได้ช่วยแค่เรื่องงบประมาณ แต่ช่วยปลูกความคิดให้กับคน ท่านย้ำเสมอว่า ความกตัญญูคือรากของความเป็นคนดี”
จากศรัทธา สู่เทศกาลแห่งอนาคต
วิสัยทัศน์ของมูลนิธิฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ปัจจุบัน มูลนิธิฯ วางเป้าหมายให้ช่วงต้นเดือนเมษายน กลายเป็น “ฤดูกาลท่องเที่ยวของอุบลฯ” เช่นเดียวกับเทศกาลสำคัญอื่นของไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
“ผมเชื่อว่าวันหนึ่ง ช่วงต้นเดือนเมษายนจะกลายเป็นช่วงเวลาที่คนทั้งประเทศต้องเดินทางมาอุบลฯเหมือนที่เรามีเทศกาลใหญ่ ๆ ในจังหวัดอื่น”
ความกตัญญู: คุณค่าที่ต้องส่งต่อ
ท้ายที่สุด ประธานมูลนิธิฯเน้นย้ำถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการปลุกจิตสำนึก “กตัญญู” สู่คนรุ่นใหม่ ภาพที่มูลนิธิฯ อยากให้เกิดขึ้น คือ “เมื่อพูดถึงอุบลราชธานี ทุกคนจะนึกถึง “กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์” ในฐานะต้นแบบของความเสียสละและคุณธรรม และการแสดงออกที่งดงามที่สุด คือ การร่วมรำลึก และร่วมสืบสานคุณงามความดีนั้น เพราะการรู้คุณ ไม่ใช่แค่การจดจำ แต่คือการ “ลงมือแสดงออก” ให้คุณค่านั้นคงอยู่ตลอดไป “ถ้าเยาวชนเข้าใจสิ่งนี้ สังคมเราจะมั่นคงมาก”
บทสรุป เมื่อ “ความทรงจำ” กลายเป็นพลังของอนาคต
งาน “คึดฮอด...กรมหลวงสรรพสิทธิ์” ไม่ใช่เพียงงานรื่นเริงแต่คือโอกาสที่ทุกคนจะได้ แสดงความกตัญญู รำลึกถึงผู้สร้างบ้านเมือง และส่งต่อคุณค่านี้สู่คนรุ่นต่อไป บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงการทำงานของมูลนิธิฯ แต่สะท้อน “หัวใจของคนอุบลฯ” ของคนอุบลราชธานีที่รวมตัวมาช่วยกัน “เราอยากให้ทุกคนพูดได้เต็มปากว่า เราคือคนดีศรีอุบลฯ” พลโท ดร.อรรถฯ ประธานมูลนิธิฯ กล่าวทิ้งท้าย
เราเชื่อว่า ชาวอุบลราชธานีหลายคนอ่านจบ อาจอยากจะนึกไปกราบพระอนุสาวรีย์ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ให้ได้สักครั้ง ไปได้ง่ายๆ พระอนุสาวรีย์ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ตั้งอยู่ข้างศาลหลักเมือง อำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี มากราบไหว้ได้ทุกวัน มาคึดฮอด กรมหลวงสรรพสิทธิ์ กัน