guideubon

รพ.สรรพสิทธิ อุบลฯ จัดงานวันมหิดล ปี 57 “ให้เลือด ให้ชีวิต อุทิศเพื่อสังคม”

วันมหิดล-01.jpg

รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี จัดงานวันมหิดล ประจำปี 2557 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กันยายน ของทุกปี ชูคำขวัญ “ให้เลือด ให้ชีวิต อุทิศเพื่อสังคม”

วันที่ 24 กันยายน 2557 นายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในการจัดงานวันมหิดล ประจำปี 2557 ขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก  “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย”  พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่อวงการแพทย์อย่างใหญ่หลวง  ตลอดพระชนม์ชีพทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชทรัพย์เพื่อปลูกฝังกิจการแพทย์และสาธารณสุข  ให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย พิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ของหน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี การจัดการเสวนา เรื่อง “ให้เลือด ให้ชีวิต อุทิศเพื่อสังคม” การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การมอบรางวัลคนดีสรรพสิทธิ์ ประจำปี 2557 และรางวัลแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์

วันมหิดล-02.jpg

นพ.ชลิต ทองประยูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ กล่าวว่า การจัดงานวันมหิดลในปีนี้ ได้มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ขาดแคลนเลือดในการรักษาผู้ป่วย และความสำคัญของการร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ โดยโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์เป็นโรงพยาบาลขนาด 1,207 เตียง มีผู้มารับบริการโดยเฉลี่ยวันละ 3,000 ราย มีอัตราการผ่าตัดเฉลี่ยวันละ 120 ราย และยังรับส่งต่อผู้ป่วยหนักจากโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัด และในเขตพื้นที่บริการทั้ง จ.ยโสธร, จ.มุกดาหาร, จ.ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ โรงพยาบาลมีการใช้โลหิตในการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ จำนวนมาก เช่น ผู้ป่วยอุบัติเหตุรุนแรงเสียเลือดมาก ผู้ป่วยที่ร่างกายสร้างเกล็ดเลือดหรือสารทำให้เลือดแข็งตัวไม่ได้ ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก และผู้ป่วยที่ผ่าตัด เป็นต้น โดยมีอัตราการใช้เฉลี่ยวันละ 200 ยูนิต แต่ในบางวันโรงพยาบาลได้รับการบริจาคโลหิตเพียง 50-100 ยูนิต เท่านั้น ดังนั้น จึงยังคงมีผู้ป่วยที่รอคอยการรักษาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ต้องอาศัยผู้บริจาคที่มีจิตอันเป็นกุศลที่จะช่วยเหลือให้มีชีวิตรอดและกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ต่อไป