guideubon

 

ประกาศกำหนดช่วงเวลาห้ามเผาเด็ดขาด ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

ห้ามเผาเด็ดขาด-01.jpg

วันที่ 19 มีนาคม 2564 นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ด้วยในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนของทุกปี จังหวัดอุบลราชธานี ปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM 2.5) มีความรุนแรง เนื่องด้วยช่วงเวลากล่าวมีอากาศร้อนและสภาพอากาศแห้งแล้ง ทำให้ฝุ่นละอองแขวนลอยอยู่ได้นานและมีหมอกควันปกคลุมทุกพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสุขอนามัยของประชาชน อีกทั้งยังเป็นเหตุสำคัญที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัดอุบลราชธานี

ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM 2.5) ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยอาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา , 15, 17 , 21, 22 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550จึงกำหนดให้พื้นที่ทุกหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ ในท้องที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็น "พื้นที่ห้ามเผาเด็ดขาด"

และกำหนดช่วงเวลาห้ามเผาเด็ดขาด เป็น 2 ระยะ รวมทั้งสิ้น 30 วัน ดังนี้
1. ระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2564 ถึงวันที่3 เมษายน 2564 (รวม 15 วัน)
2. ระยะที่ ตั้งแต่วันที่ 16 - 30 เมษายน 2564 (รวม 15 วัน)

ห้ามเผาเด็ดขาด-02.jpg

โดยให้ส่วนราชการทุกหน่วยงาน ทุกสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง อำทุกอำเภอ รวมทั้งตำบล หมู่บ้าน ให้ดำเนินการตามมาตรการที่จังหวัดกำหนดอย่างเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือจุดไฟผา หรือปล่อยให้ลุกลาม จะมีความผิดตามกฎหมายและอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1 ตามความในมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484และที่เพิ่มเติม ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 ตรี จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาทหรือทั้งจำในกรณีบุคคลเผาป่าเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000ถึง 100,000 บาท

2. ตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และที่แก้ไซเพิ่มเติม ต้องระวางโทษตามมาตรา 31 จำคุกตั้งแต่ 9 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200.000 บาท ในกรณีบุคคลใดเผาป่าเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีและปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,00 บาท

3.พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 41 และมาตรา 19 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับในกรณีความผิดตามมาตรา 41 วรรค 1 "ถ้าได้กระทำในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 หรือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรือพื้นที่เปราะบางของระบบนิเวศหรือความหลากหลายทางชีวภาพผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งกึ่งหนึ่ง "

4. พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 99 และมาตรา 55 (2)ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปีหรือปรับตั้งแต่ 400,000 ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับในกรณีความผิดตามมาตรา 99 วรรค 1 "ถ้าได้กระทำในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 หรือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรือพื้นที่เปราะบางของระบบนิเวศหรือความหลากหลายทางชีวภาพผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งกึ่งหนึ่ง"

5. พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 97ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น

ห้ามเผาเด็ดขาด-03.jpg

6. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าว ในวรรคแรกเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ตามที่
ระบุใน มาตรา 218 ได้แก่
6.1 โรงเรือน เรือ หรือแพที่คนอยู่อาศัย
6.2 โรงเรือน เรือ หรือแพอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า
6.3 โรงมหรสพหรือสถานที่ประชุม
6.4 โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน หรือเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา
6.5 สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน หรือที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ
6.6 เรือกลไฟ หรือเรื่อยนต์ อันมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป อากาศยาน หรือรถไฟที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ
ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี

ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564

จักรกฤษณ์ มาลาสาย/ข่าว/ภาพ
กมลพร คำนึง/บก.